3 อย่างที่จะเกิดขึ้นกับสมองของคุณเมื่อคุณอ่านหนังสือก่อนนอน

3 อย่างที่จะเกิดขึ้นกับสมองของคุณเมื่อคุณอ่านหนังสือก่อนนอน

ขงจื๊อ เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าท่านจะคิดว่าตัวเองมีงานยุ่งแค่ไหน , ท่านจะต้องหาเวลามาอ่านหนังสือให้ได้ , หรือไม่ก็จงยอมจมอยู่กับความไม่รู้ที่ตัวเองเป็นคนเลือกต่อไปเถอะ” ลองถามตัวเองว่าคุณใช่คนอีกหนึ่งคนที่ตลอดทั้งปีไม่เคยอ่านหนังสือจบแม้แต่เล่มเดียวใช่หรือไม่ ถ้าใช่เราอยากให้ลองอ่านบทความนี้ดูจะได้รู้ถึงประโยชน์ทางด้านสุขภาพที่ได้มาจากการอ่านหนังสือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ่านตอนก่อนนอน แล้วจะรู้ว่าการอ่านมีประโยชน์มากกว่าการได้ความรู้ 1.ช่วยลดความเครียด การอ่านหนังสือก่อนนอนจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจนสังเกตุได้ ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยซัสเซ็กซ์ได้มีการทดลองเพิ่มระดับความเครียดของอาสาสมัครและพยายามหาทางที่จะทำให้มันลดลง ดร.เดวิด ลูอิส นักประสาทวิทยาทางปัญญาค้นพบว่าการอ่านหนังสือเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด การอ่านหนังสือก่อนนอนจะลดความเครียดได้มากถึง 68%  ในขณะที่การดื่มชากาแฟลดความเครียดได้ 54% การออกไปเดินเล่นลดความเครียดได้ 41% เป็นเพราะว่าการอ่านหนังสือดีๆจะช่วยหักเหความสนใจของเราให้ไปสนในเนื้อหาในหนังสือมากกว่าที่จะมาสนใจเรื่องเครียดๆในแน่ละวัน เรื่องราวในหนังสือจะช่วยให้เราเอาใจของเราไปไว้ที่อื่นชั่วคราว แล้วทิ้งปัญหาต่างๆไว้ข้างหลัง นอกนั้นยังทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและทำให้เราหายใจช้าลง ส่งผลให้จิตใจของเรารู้สึกสงบลงนั่นเอง แต่ข้อควรระวังสำหรับคนที่คิดจะอ่านหนังสือ e-book ในแท็บเล็ต เพราะว่าแสงสีน้ำเงินที่ออกมาจากหน้าจอแท็บเล็ตจะหลอกสมองของเราว่าในเวลานี้ “เป็นเวลากลางวัน” คนที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ ในช่วงเวลาก่อนนอนควรหลีกเลี่ยงการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆที่ฉายแสงสีน้ำเงินออกมา 2.เพิ่มพลังสมอง (Brain power) การอ่านหนังสือเป็นเหมือนกับการเปิดตามองโลกกว้าง สามารถเพิ่มพลังสมองและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อสมอง เป็นวิธีการออกกำลังกายสำหรับสมองที่ดีมาก นอกนั้นการอ่านหนังสือเป็นประจำยังช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้จากการวิจัยในโรคอัลไซเมอร์มีการค้นพบว่าผู้คนที่มีกิจกรรมที่ต้องใช้งานสมองเช่นการอ่านหนังสือ , การแก้ปริศนาและการเล่นหมากรุก จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้น้อยลงมากถึง 2.5 เท่า ส่วนพวกกลุ่มผู้ป่วยก็มักจะเป็นคนที่ไม่ค่อยทำกิจกรรมที่ช่วยบริหารสมองเลย 3.เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ ไม่แปลกเลยที่การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์จะกลายเป็นเครื่องมือในการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของคุณเอง การอ่านหนังสือจะช่วยให้เรามองอะไรๆในมุมมองที่แตกต่างออกไปซึ่งจะช่วยขยายความคิดของคุณ นาย Keith E. Stanovich ศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยโทรอนโตซึ่งเป็นผู้นำในการศึกษาเรื่องจิตวิทยาการอ่านContinue Reading 3 อย่างที่จะเกิดขึ้นกับสมองของคุณเมื่อคุณอ่านหนังสือก่อนนอน

รวมข้อเท็จจริงของน้ำอัดลมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

รวมข้อเท็จจริงของน้ำอัดลมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

น้ำอัดลมคือหนึ่งในเครื่องดื่มยอดนิยมของคนทุกเพศทุกวัยมานานหลายปี การดื่มเป็นประจำอย่างพอดีๆจะไม่ทำอันตรายแก่ร่างกาย แต่ถ้าหากดื่มมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ อาหารทุกชนิดในโลกไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่มีหากเรากินหรือดื่มเข้าไปมากเกินที่ร่างกายจะรับไหวก็จะส่งผลเสียได้หมด ในบทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลสำคัญที่ท่านผู้อ่านจำเป็นต้องรู้ และยังมีเกร็ดความรู้อื่นเกี่ยวเครื่องดื่มประเภทโซดามาให้อ่านกันอีกด้วย   รวมเกร็ดความรู้ทั่วไปของน้ำอัดลม 1.ในปี ค.ศ.2001 ชาวอเมริกันจ่ายเงินกว่าปีละหกหมื่นล้านเหรียญไปกับการซื้อน้ำอัดลม โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะดื่มน้ำอันลมกันปีละ 53 แกลลอน โดยเฉลี่ยแล้วพวกเด็กจะดื่มน้ำอัดลมกระป๋องปีละ 500 กระป๋อง 2.ธุรกิจขายน้ำอันลมเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 2-3% ไม่มีสะดุด สามารถมีส่วนแบ่งในการตลาดขายเครื่องดื่มไปถึง 1 ใน 4 3.เฉพาะในประเทศอเมริกาเพียงอย่างเดียวก็มีผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมมากกว่า 450 แบบ 4.สำหรับคนต่างชาติคำว่า “Soda“ มีไว้ใช้เรียกเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมเท่านั้น ส่วนคำว่า “soft drinks” ก็หมายถึงเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม 5.ข้อมูลจากองค์กร USDA ระบุบว่า เมื่อหลายสิบปีที่แล้วเด็กวัยรุ่นดื่มนมมากกว่าดื่มโซดา 2 เท่า แต่เด็กในยุคปัจจุบันดื่มโซดามากกว่านม 2 เท่าตัว 6.โซดารสขิงยี่ห้อ “Vernors” คือเครื่องดื่มโซดาที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกาที่ยังคงวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน 7.กองทัพนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกากำลังพยายามคิดค้น กระป๋องใส่เครื่องดื่มโซดา ที่สามารถทำให้เย็นได้ภายใน 10 นาที 8.ในรัฐคุชราตของประเทศอินเดีย มีการเอาฉี่วัวใส่ขวดขายแบบเดียวกับเครื่องดื่มโซดา   ปริมาณน้ำตาลสูงContinue Reading รวมข้อเท็จจริงของน้ำอัดลมที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

7 ตัวอย่างไลฟ์สไตล์รูปแบบต่างๆ

7 ตัวอย่างไลฟ์สไตล์รูปแบบต่างๆ

คนแต่ละคนย่อมมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ต่างกันไปแต่เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าคนอื่นเขามีไลฟ์สไตล์แบบไหนกันบ้าง ที่ผ่านมาหลายคนคงได้เคยเห็นตัวอย่างการใช้ชีวิตของพวกคนดังในเว็บยูทูปกันบ้างแล้ว แต่เอาเข้าจริงตกลงว่ารูปแบบการใช้ชีวิตมันมีทั้งหมดที่ประเภทกันแน่ ในบทความนี้เราได้รวมข้อมูลมาให้ท่านทั้งหลายได้อ่านกันเพื่อให้เอาไปประยุกต์ใช้กับตัวเองในแบบที่เราอยากให้มันเป็น 1.นักผจญภัย (Adventurer) : คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะมีความรู้สึกพึงพอใจจากการได้รับประสบการณ์อันน่าจดจำ ซึ่งมักจะได้มาจากของการท่องเที่ยว การได้ไปอยู่ในสถานที่สุดยอด การออกสำรวจ หรือการได้ลองไปใช้ชีวิตในต่างประเทศไปเรียนรู้ไปลองทำในสิ่งที่คนประเทศอื่นเขาทำกัน กลุ่มคนที่เป็นนักผจญภัยจะชอบสะสมประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น , ความรู้สึกเป็นอิสระเสรี คนกลุ่มนี้มักเป็นคนกล้าหาญและขี้สงสัย และไม่กลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ 2.ชอบร่วมมือกับคนอื่น (Corporate) : คนในกลุ่มนี้ชอบความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มของคนที่มีเป้าหมายหรือมีความชอบที่เหมือนกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัว , กับกลุ่มคนในที่ทำงาน หรือกลุ่มสังคมที่รวมตัวกันโดยเฉพาะ คนกลุ่มนี้มักชอบรวมตัวกันทำในสิ่งที่คนๆเดียวทำไม่ได้ 3.คนเมืองและคนที่อยู่ชานเมือง (Town & Country) : สถานที่อยู่อาศัยมักจะส่งผลกระทบต่อไลฟ์สไตล์ของเราโดยตรง ยกตัวอย่างเช่นคนที่อยู่ใจกลางเมืองใหญ่ก็ต้องเลือกเอาว่าจะต้องทนกับรถติด จะเดินหรือไม่ก็ใช้จักรยานในการเดินทาง ต่างกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติหรืออยู่ชานเมืองที่ไม่ต้องเจอเรื่องเร่งรีบอะไรมาก และสถานที่เที่ยวของคนทั้งสองกลุ่มก็จะแตกต่างกันไปด้วย 4.คนรวย (Wealth) : คนกลุ่มนี้นอกจากจะได้อาศัยในสถานที่หรูหราและใช้สินค้าดีๆ พวกเขายังมีทีมงานติดตัวคอยช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ เช่นมีคนคอยหิ้วกระเป๋า คอยขับรถให้ หรือไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วพวกคนรวยมักใส่ใจกับภาพลักษณ์ บางคนเลือกทำตัวเป็นดังเป็นเซเลปหรือสนุกกับการโปรโมทตัวเองในเว็บโซเชียลมีเดีย แต่ก็มีบางคนเลือกใช้ชีวิตเพลย์บอยแบบเดียวกับ “โทนี่ สตาร์ค” ออกเดทกับดารานางแบบหรือไม่ก็ดาวยั่วไปเลย ถ้าจะให้ยกตัวอย่างของคนที่เคยมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบนี้ก็คงไม่พ้น เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน 5.กลุ่มครีเอทีฟContinue Reading 7 ตัวอย่างไลฟ์สไตล์รูปแบบต่างๆ